DAVANCE INTERVIEW

แรลลี่ : ธีรกานต์ พิทยุทัยวรรณ (รองหนุ่มป๊อปปี 2009)


พี่แอนน์ : แนะนำตัวหน่อยค่ะ
แรลลี่ : ชื่อธีรกานต์ พิทยุทัยวรรณ ชื่อเล่นแรลลี่ครับ เรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกออกแบบแฟชั่น มศว. ครับ ตอนนี้จบแล้วครับจบมาหมาดๆ มีงานทำทั่วไป (หัวเราะ)

พี่แอนน์ : การที่จะเข้ามาเรียนในคณะนี้ต้องเริ่มต้นจากอะไร
แรลลี่ : จุดเริ่มต้นที่จะมาเรียนในคณะศิปลปกรรมใช่มั้ยครับ เราต้องรู้ตัวเองก่อนครับ อย่างผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่มัธยมต้นมีการเรียนพิเศษบ้าง แต่ก็แค่วาดรูปเฉยๆ เราไม่รู้ว่าการวาดรูปมันมีหลายศาสตร์หลายแขนงที่แตกออกไป พอโตขึ้นเราชอบในเรื่องของแฟชั่นด้วย ก็ดูว่า 2 สิ่งนี้ไปด้วยกันได้และมีสาขาที่เราจะเรียนในมหาวิทยาลัย ก็เลือกแฟชั่นดีไซน์เรียน มหาวิทยาลัยเนี่ยครับทางคณะศิลปกรรมหลายๆ ที่ของรัฐบาลมีให้สอบตรง เพราะเป็นแขนงที่คนชอบเท่านั้น ถึงจะเรียนได้ ถ้าถามตัวผมตอนที่จะสอบตรงตั้งใจมากว่าจะเข้าที่นี่เรารู้ตัวเองแล้วว่าจะเรียนที่ศิลปกรรม มศว. ตอนสอบตรงคนสอบเยอะมาก ตัวผมก็ไม่ได้ติดตอนสอบตรงแต่รู้แค่ว่าอยากเรียนก็ไม่รู้จะทำยังไงตอนนั้นปี 1 เคว้งมากเราสอบตรงไม่ติด แต่บอกแม่ว่าอยากเรียนที่นี่มาก ถ้าไปเรียนที่อื่นก็ไม่ใช่และไม่ค่อยชอบก็คิดและปรึกษารุ่นพี่ปรึกษาอาจารย์ว่าจะทำยังไงได้บ้าง เราก็ไปแอดฯเข้าคณะอื่นครับ (คือเรียนคณะอื่น) ใช่ครับ แล้วทำเรื่องย้ายมาครับ

พี่แอนน์ : ตอนแอดมิชชั่นนี่เข้าคณะไหน
แรลลี่ : คณะมนุษยศาสตร์ครับ (เลือกเข้าไปก่อน) ครับเลือกเข้าไปก่อนแต่ก็ปรึกษาผู้ใหญ่หลายๆ ท่านครับ ที่เลือกคณะมนุษย์ฯ เพราะคะแนนพื้นฐานตัวเองไม่ได้สูงมากไม่ได้เก่งแต่ยังพอแอดฯติดครับและเลือกเข้าคณะนี้ แล้วทำเรื่องตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปว่าเราจะเรียนคณะนี้เราจะย้ายไปนะ มีการวางแผนก่อนแอดฯ และเสี่ยงดูครั้งนึงในสิ่งที่เราชอบเพราะเราอยากเรียนในสิ่งนี้จริงๆ ก็ลองทำดู มันไม่ใช่ง่ายๆ นะครับ ถ้าคุณ self จริงมันใจตรงนี้จริงๆ คุณก็ต้องทำทุกอย่างให้เขาเห็นเพื่อที่ให้ทางคณะศิลปกรรมเปิดรับ ปี 1 เป็นช่วงที่พิสูจน์ตัวเองมากๆ คือทุกคนสอบตรงเข้ามาแต่เราแอดฯ เข้ามาติดอีกคณะหนึ่งเป็นใครไม่รู้ที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในสังคมตรงนี้ และเรารู้อย่างเดียวว่าเราชอบและเราทำได้ มันเหมือนเป็นแรงให้เราทำทุกงานและทำการบ้านออกมาให้ดีที่สุด เพราะเราต้องลงเรียนในคณะของศิลปกรรมใช่มั้ยครับคือเราต้องลงเรียนพร้อมๆ กันแต่ชื่อเรายังอยู่คณะมนุษย์ครับ อาจารย์ท่านเปิดให้เราได้ลงเรียนบ้างเพื่อดูเกรด เราก็ได้นะครับได้เอมา 2 วิชา เราทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในปี 1 จนมาย้ายได้ในปี 2 (แรลลี่ใช้เวลาทั้งปีในการย้ายคณะ) ใช่ครับ แต่การเรียนไม่ได้ยากเท่ากับตัวเองปรับตัวเข้ากับสังคมตรงนั้นได้หรือป่าวครับ ปี1 ทุกคนมีอีโก้อยู่แล้วและที่แน่ๆ คือเรียนคณะศิลปกรรมเป็นเด็กที่มั่นใจมากๆ เขาจะไม่ยอมเปิดใจให้ใครง่ายๆ แน่ๆ เรารู้ว่าเราเป็นยังไง แต่เราจะเข้ากับเพื่อนได้มั้ย เรามีความสามารถในด้านนี้จริงๆ เราอยู่ได้ด้วยความสามารถของเราด้วยตัวเรา เราสามารถไปได้ใน 4 ปี เราจะมีความสุขได้ จุดตรงนั้นคือจุดที่ตัวเองเปลี่ยน ถามตัวเองมั้ย เพราะตัวเองเป็นคนที่มีอีโก้มากๆ ตั้งแต่สมัยมัธยมไปที่ไหนมีแต่คนชอบคนชื่นชมยิ่งเข้ามาเราเป็นขวัญใจของมหาวิทยาลัยด้วยมีตำแหน่งแต่อยู่ดีๆ ย้ายเป็นเดือนคณะมนุษย์ฯย้ายมาเรียนเล็กๆ ในศิลปกรรมเขาหมั่นไส้เยอะมากก เราก็พยายามทำตัวเองให้ดีครับ ตั้งใจทำงานทำทุกชิ้นจนอาจารย์ท่านเปิดโอกาสให้และเปิดใจยอมรับครับ

พี่แอนน์ : ตอนที่แรลลี่ย้ายจากมนุษย์ฯ มาศิปลกรรมต้องมีการทำงานส่งเพื่อแสดงความสามารถไหม
แรลลี่ : ทำทุกอย่างที่เพื่อนสอบตรงทำ ทั้งข้อสอบทั้งพอตพอริโอ้และจะวัดด้วยเกรดวิชาเรียนด้วย มีการเรียนมาสัมภาษณ์ด้วยครับ แต่ไม่แนะนำให้น้องๆ ทำนะมันเสี่ยง ถ้าไม่ได้ก็เท่ากับเสียเวลาไป 1 ปี แต่ผมไม่มีอะไรจะเสียก็ลองดูแล้วกัน

พี่แอนน์ : ทำไมไม่รอซิวมีความคิดนี้ไหม
แรลลี่ : มีคิดแต่ไม่เลือกทำเพราะว่าเรามั่นใจว่าเราทำได้ เราว่าคนที่ติดไปตอนนั้นเรามีความสามารถมากกว่าด้วยซ้ำหรือว่ามีความสามารถที่ทัดเทียมเขาคือมั่นใจมากๆ คือเรียนติวมาตั้งแต่ม.4-ม.6 แต่พลาดที่ภาษาอังกฤษ ถ้าในเรื่องของวิชาเฉพาะทำได้ดีมากครับ ก็มั่นใจตรงนี้มากๆ ก็ลุยเต็มที่ครับ

พี่แอนน์ : ถ้าน้องจบสายวิทย์มาแต่เพิ่งรู้ตัวว่าชอบทางด้านนี้ทำยังไง
แรลลี่ : ถ้าน้องรู้ตัวช้ามันไม่ได้สายไปครับ เพียงแต่ว่าตัวน้องเองพร้อมที่จะเจออะไรข้างหน้าหรือป่าว ถามว่าอีก 1 เดือนจะสอบตรงต้องใช้ความรู้ทุกอย่าง คำว่าค้นพบตัวเองจริงๆ มันหมายความว่า คุณเปิดรับความสามารถของคุณจริงๆ ความชอบของคุณจริงๆ ถ้าเมื่อคุณชอบคุณก็จะทำได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม งานมันอาจจะดีมากก็ได้ถ้าใจคุณเปิด ถ้าคุณยอมรับกับงานกับอนาคตที่คุณอยากสดใสอยากเจอ ถึงช่วงเวลามันจะน้อยจริงแต่งานมันจะได้ดีแน่ๆ ถ้าคุณแบบรักมัน

พี่แอนน์ : ถ้าแบบวาดเขียนไม่เป็นเลยแต่ชอบเรียนได้ไหม
แรลลี่ : ครับ คณะนี้มันมีหลายศาสตร์หลายแขนงมีหลายๆ อย่างต้องถามว่าชอบอะไรก็ไปตามสาขานั้น ตามสาขาก็จะมีทักษะที่ต่างกันออกไป มันต้องใช้เวลาบ้าง อย่างม.5 ม.6 พยายามเริ่มถามตัวเองได้แล้วนะครับว่าชอบอะไร อยากเรียนอะไร อนาคตอยากเป็นอะไร วางแผนเป็นแพลนดิ้งเล็กๆ ไว้ใน 4 ปีก่อน ว่าเราจะอย่างนี้นะ แล้วเราจะเดินตามไปทีละสเตปได้ถูกครับ

พี่แอนน์ : การเข้าเรียนคณะนี้จะต้องเตรียมตัวยังไงเน้นวิชาไหนบ้าง
แรลลี่ : คณะศิลปกรรมชื่อก็บอกว่าศิลปะคือการกระทำศิลปะ ต้องดูว่าตัวเองถนัดศิลปะแขนงไหนและทำตามศิลปะแขนงนั้นตัวความสามารถพิเศษของตัวเองและมันจะทำได้ดีในที่สุด เตรียมตัวในทักษะในสาขานั้นๆ และเน้นภาษาอังกฤษหน่อยก็ดี เพราะมันจะเป็นอาร์ตบวกภาษาอังกฤษ มันจะทำให้เราไปได้ไกลกว่าคนอื่น ถ้าเราอยากโกอินเตอร์ภาษาอังกฤษยิ่งสำคัญครับ

พี่แอนน์ : สี่ปีในมหาวิทยาลัยแรลลี่ได้อะไรบ้าง
แรลลี่ : 4 ปี ปี1 บอกแล้วว่าได้เยอะมากๆ เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนทัศนะคติหลายๆ อย่าง จากคนที่มีอีโก้ก็เปิดในยอมรับในสิ่งตางๆ พอปี 2 เป็นปีที่เรียนหนักมากๆ เรียนพื้นฐานของแฟชั่นทั้งหมด เรียนเพื่อที่จะนำความรู้ไปต่อยอดในอนาคตอันนี้เป็นจุดที่เราสนิทกับเพื่อนมากๆ รู้ว่าเพื่อนแต่ละคนเป็นยังไง และถ้าตั้งใจตรงนี้มากๆ สำหรับเอกผมนะครับ จะนำความรู้ไปต่อยอดอนาคตได้สดใส พอปี 3 จะมีเรื่องชองโปรเจ็คท์ต้องทำเขาเรียกว่าซีเนียร์โปรเจ็คท์ คือทำเป็นคอลเลกชั่นเล็กๆ ประมาณ 6 ชุด เพื่อเอามาใช้ เป็นภาคเรียนหนึ่งสำหรับโปรเจ็คท์นี้ และผมได้ร่วมประกวดเรียวลิตี้ทอฟ้าผ้าไทยครับ มีอาจารย์แนะนำเพื่อนในห้องเรียนว่าอยากให้ไปประกวดให้นักเรียนส่งผลงานเข้าไป เราก็ส่งผลงานไปและติดได้ร่วมแข่งขัน การแข่งขันรายการอย่างนี้ก็มีส่วนช่วยมากนะครับ มันทำให้เราได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากรายการนี้เยอะมากเหมือนเราโตไปพร้อมกับรายการ รายการตอนนั้นซีชั่นแรกเปิดใหม่เราได้เข้าไปและโตมาพร้อมๆ กันจบมาเราก็ได้ความรู้ใหม่ๆ ทัศนคติใหม่ๆ ประสบการณ์ที่ไม่ได้จากห้องเรียนไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนแต่ไม่เคยก้าวออกมาจากห้องเรียนเราก็เก่งได้แค่ในห้องเรียนเท่านี้ ถ้าเราได้ก้าวออกมาเราจะรู้ว่าเราอยู่จุดไหนของสังคม เราต้องพัฒนาทักษะในด้านไหนเพิ่ม การเรียนในมหาวิทยาลัยเราต้องต่อสู้กับเพื่อนในคณะในเอก แต่พอเราอยู่ข้างนอกเราต่อสู้กับสังคมข้างนอก

พี่แอนน์ : : คณะนี้มีงานเยอะไหม
แรลลี่ : เยอะมากครับ เยอะมากๆ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำ ส่วนใหญ่เป็นงานปฏิบัติ คือหลักๆ แล้วตัวเราต้องทำได้ งานทุกชิ้นเกิดมาจากตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทฤษฎีหรือปฏิบัติทุกอย่างออกมาจากตัวเราหมด ต้องอยู่กับงานตลอดคิดงานให้ได้ตลอด เคยมีคำเขาบอกว่าดีไซน์เนอร์ที่ดีต้องอยู่กับงานตลอดเวลามันก็จริง เพราะถ้าวันไหนเราหยุดคิดเราจะเป็นคนที่ล้าหลังค่ะ



พี่แอนน์
: ทอฟ้าผ้าไทยจบซีซั่นพร้อมกับแรลลี่เรียนจบหรือป่าว
แรลลี่ : ทอฟ้าผ้าไทยมีทั้งหมด 4 ซีชั่น ตอนนี้น่าจะเป็นซีซั่นที่ 3 แล้วกำลังประกวดกันอยู่ เหลืออีกซีซั่นหนึ่งคือซีซั่นที่ 4 ถ้าน้องๆ สนใจก็ไปประกวดได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการประกวดอะไรก็ตามที่เป็นภายนอกมหาวิทยาลัยอยากแนะนำให้ลองพิสูจน์ตัวเองเจอกับสนามข้างนอกดูว่าตัวเองอยู่จุดไหนของสังคมข้างนอกที่ไม่ใช่แค่ในสังคมของมหาวิทยาลัยครับ


พี่แอนน์ : ตอนแรลลี่ประกวดใช้คอนเซปต์อะไร
แรลลี่ : รายการทอฟ้าผ้าไทยเป็นรายการเกี่ยวกับการนำผ้าไทยมาออกแบบ ถ้าตัวเองว่าตอนนั้นรู้เรื่องผ้าไทยมั้ยก็ไม่รู้เรื่องเลย ผ้าไทยคืออะไร ผ้าไทยแก่จังเลย แต่เราประกวดเราติดแล้วเราต้องทำให้ดี มันมีโจทย์แต่ละอาทิตย์ สมมติอาทิตย์นี้เค้าให้ผ้าชนิดนี้มาเป็นงานคอลเทล เราต้องมาตีโจทย์ว่าผ้าชนิดนี้เอาไปทำอะไรได้บ้างจะตัดยังไงให้มีคุณค่าครับ ในแต่ละอาทิตย์เราอาจได้ผ้าสวยบ้างไม่สวยบ้างสลับกันไปมันก็จะง่ายบ้างไม่ง่ายบ้าง พอมาหลังๆ ผ้าเริ่มยากขึ้นทัศนะคติที่เราได้มันก็เลยเปลี่ยนไป เราจะไม่ทำผ้าสวยอย่างนั้นให้จบไป แต่เราจะมองใหม่ว่าผ้าทุกผ้าสวยมากแต่เราจะทำยังไงให้สวยขึ้นไปอีก ผ้าที่ไม่สวยเราจะมองว่าทำยังไงให้สวย คำว่าสวยของผ้าเกิดมาจากแรงงานของชาวบ้านที่เขานั่งทอ พอเรามองตรงนี้มันก็เป็นแรงให้เราทำเสื้อผ้าออกมาสวยทั้งในสายตาเราและสายตาคนอื่นด้วย พยายามใช้เทคนิคต่างๆ ที่ได้เรียนมาหรือหาเจอจากรายการเพิ่มคุณค่าให้กับผ้า ทั้งการปัก การตัดเย็บให้ผ้าเรียบๆ มีความสวยงามมากขึ้น มีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น จากที่ผ้าสีพื้นๆ ก็ปักเพิ่มเข้าไปให้ดูสวยขึ้นครับ

พี่แอนน์
: การประกวดนี้เป็นทีมหรือเดี่ยว
แรลลี่ : คนเดียวครับแต่ละอาทิตย์คัดออกทีละคน มีทั้งหมด 12 คน

พี่แอนน์ : แรลลี่ได้ที่เท่าไหร่
แรลลี่ : ได้ที่ 4 ครับ ออกอาทิตย์ก่อนสุดท้ายครับ

พี่แอนน์ : จากการที่แรลลี่ไปประกวดได้อะไรกลับมาบ้าง
แรลลี่ : อย่างแรกคือประสบการณ์ อย่าที่ 2 คือทุกคนได้เห็นเราในวงกว้าง เพราะมันเป็นสื่อที่ทุกคนรับรู้ได้เป็นสื่อทางโทรทัศน์ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านรู้จักเรามากขึ้น หลายคนในสาขานี้แวดวงนี้ก็รู้จักเรามากขึ้น จากรายการ พอหลังจากนั้นเป็นช่วงของการทำซีเนียร์โปรเจ็คท์พอดีผลงานเราออกไปก็มีเสียงตอบรับหลายๆ เสียงเข้ามา มีการดึงตัวไปทำงานมากขึ้น เราได้ก้าวออกมาในที่โล่งแจ้งแล้วอันนี้คือสิ่งที่สำคัญที่เราได้จากรายการนี้มากๆ และจะเป็นประโยชน์กับเราในอนาคตครับ

พี่แอนน์ : การล่ารางวัลสำคัญกับนักดีไซน์เนอร์ไหม
แรลลี่ : สำคัญ แต่สำคัญไม่เท่าการล่าประสบการณ์ผมว่านะ ต่อให้คุณได้รางวัลเยอะมากถ้าคุณไม่ได้ข้อคิดหรือประสบการณ์ดีๆ ความประทับใจหลายๆ อย่าง ทักษะที่ได้เพิ่มขึ้นจากการประกวดครั้งนั้นคุณจะได้แค่รางวัลแต่คุณจะไม่ได้สิ่งดีๆ พวกนี้เลยครับ

พี่แอนน์ : การที่เราจะมองรู้ว่าดีไซน์นี้เป็นของนักดีไซน์เนอร์คนไหนมีวิธีการยังไง
แรลลี่ : มันเกิดจากการศึกษา ตามข่าว ตามทุกอย่าง เพราะว่าศาสตร์อื่นๆ ก็มีทฤษฎีของมัน อย่างศาสตร์นี้ก็มีทฤษฎีของมันมีการศึกษาเทรนอนาคตต่างๆ ที่กำลังจะมา เราต้องตามตรงนี้ไปเรื่อยๆ เพราะว่าเทรนมันเกิดขึ้นหลายๆ ที่จากหลายมุมโลกที่ให้เราต้องตามดูและดูว่าเทรนไหนกำลังจะมาและเทรนไหนกำลังจะไปเราต้องตาม ถ้าวันไหนเราหยุดตามเราก็จะอยู่ข้างหลังครับ


พี่แอนน์
: ตอนนี้แรลลี่มีผลงานเป็นของตัวเองไหม
แรลลี่ : ตอนที่อยู่ปี 4 ก็มีผู้ใหญ่ทาบทามให้มาเป็นดีไซน์เนอร์เขาจะทำแบรนด์ใหม่ ตอนนี้ก็ทำให้เขาอยู่เป็นแบรนด็ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในปลายปีนี้ครับ

พี่แอนน์ : แบรนด์นี้ของไทยหรือต่างประเทศ
แรลลี่ : ของไทยครับเป็นนายทุนไทยที่อยากจะเปิดแบรนด์ เขาเลยมองหาเราทาบทามเรามาทำ ก็อย่างที่บอกครับเราอยู่ในที่แจ้งคนอื่นจะเห็นเราได้มากขึ้น ถ้าว่าเรามายืนอยู่ตรงนี้ได้ไงคือเราคิดที่จะก้าวออกมาจากห้องเรียน ก้าวออกมาจากมหาวิทยาลัยแล้วเจอในสนามครับ

พี่แอนน์ : การเป็นดีไซน์เนอร์ขอแรลลี่มีใครเป็นแบบอย่างไหม
แรลลี่ : มีพี่ๆ หลายๆ คนที่เขาเก่งๆ อย่างรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยที่เขาประสบความสำเร็จที่เราอยากทำตามก็มี อย่างเราเข้าไปรุ่นพี่ที่จบไปเขาได้ไปทำงานตามแบรนด์สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยก็มี นี่คือจุดที่อยากเป็นอยากทำและอยากประสบความสำเร็จให้ได้เหมือนเขาครับ

พี่แอนน์
: มุมมองของแรลลี่เกี่ยวกับวงการแฟชั่นบ้านเราเป็นยังไงบ้าง
แรลลี่ : แฟชั่นบ้านเราคนไทยเป็นคนเก่งและมีความสามารถนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์หรือการตัดเย็บ ผีมือก็มีแต่ขาดโอกาสขาดการสนับสนุนทั้งจากรัฐบาลส่วนหนึ่ง และอยากให้ผู้ใหญ่ในวงการเปิดโอกาสให้กับเด็กรุ่นใหม่เยอะๆ มีเวทีแข่งขันหลายๆ เวทีเพื่อให้เด็กได้แสดงความสามารถนี่คือสิ่งสำคัญครับ

พี่แอนน์ : การที่แฟชั่นไทยไปรับแฟชั่นเกาหลีเข้ามาแรลลี่คิดว่ายังไง
แรลลี่ : เรื่องนี้น่าจะเป็นกระแสนิยมหรือป่าว อาจเป็นแค่เทรนๆ หนึ่งที่เกิดขึ้น ผมว่ากระแสเกาหลีน่าจะมาจากดาราด้วยและอิทธิพลหลายๆ อย่างที่มีต่อเทรนนี้ที่เกิดขึ้นและสื่อให้ความสนใจในเทรนนี้หรือป่าวทำให้มีผลต่อเทรนเกาหลีนี้ครับ


พี่แอนน์ : อย่างนี้มีผลกระทบต่อวงการแฟชั่นบ้านเรา
แรลลี่ : อาจจะมีนะครับ กลุ่มผู้บริโภคของเราอาจใช้แบรนด์ไทยน้อยลง ส่วนหนึ่งไปเสพในด้านนั้น เลือกซื้อสินค้าจากด้านนั้น ถามว่าคนที่ซื้อจริงๆ ในแบรนด์ไทยก็ยังมีเป็นกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังชอบในสไตล์นี้ก็ยังมีอยู่ครับ

พี่แอนน์ : แรลลี่วางอนาคตในด้านนี้ไว้ยังไงบ้างค่ะ
แรลลี่ : ตอนนี้ผมก็มีแบรนด์ที่เป็นดีไซน์เนอร์ให้เขาและมีของตัวเองเป็นตลาดล่าง คือตลาดในเมืองไทยจะมีหลายอย่างเหมือนกันอย่างไฮเอนสุด แบรดน์นำเข้า แบรนดกลางๆ สำหรับคนกลางๆ ที่ขายตามห้างและแบรนด์ระดับล่างที่เป็นแมสก็มี และที่ผลิตเป็นจำนวนเยอะๆ ซึ่งผมทำตรงนี้อยู่ขายส่งจำนวนเยอะๆ ทำเป็นซัพพายเออร์ให้กับแพลตตินัมอันนี้เป็นของตัวเองทำมาตั้งแต่ปี 1 และทำมาเรื่องๆ ครับ

พี่แอนน์ : แรลลี่คิดที่จะมีแบรนด์เป็นของตัวเองไหม
แรลลี่ : อนาคตมีครับ แต่ถามก่อนว่าหลายคนจบมาสาขานี้อยากเปิดแบรนด์ แต่มี 2 ปัจจัย คือหนึ่งคุณไปอยู่ตามแบรนด์ก็ได้ก็จะมีชื่อเสียงแต่ก็รู้อยู่ว่าเงินขั้นต่ำไม่มาก หรือคุณไม่อยู่ตามแบรนด์แต่จะทำทุกอย่างเพื่อทำเงินซึ่งคุณอาจหาไม่ได้ถ้าคุณทำงานบริษัท หรืองานประจำ แต่เรามาตรงนี้เราได้อีกงานนึงเพื่อสร้างชื่อเสียง เราจะมีทั้งเงินและชื่อเสียง อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดนะครับ สำหรับเด็กที่จบใหม่หลายๆ คน บางคนอยู่ตามแบรนด์ที่ดังมากแต่เงินเดือนก็ขั้นต่ำ แต่อีกคนหนึ่งไม่ได้อยู่ตามแบรนด์ทำหลายจ๊อบมากทำ 7 วัน 7 อย่าง 3 งานแต่เงินเดือนเขาสามหมื่นห้า ถามว่าสิ่งที่น้องต้องการเมื่อจบมาใหม่คือต้องการอะไร ต้องการเงินเพื่อตัวเอง หรือต้องการชื่อเสียงกับเงินเล็กน้อย หรือคุณอาจต้องการเงินก่อนแล้วค่อยไปสร้างซื่อเสียงในอนาคตก็เป็นได้ วางแผนอนาคตของคุณในช่วงสั้นๆ แล้วทำให้ได้ครับ

พี่แอนน์ : อย่างนี้ในอนาคตคงมีโอกาสได้เห็นแบรนด์ของแรลลี่
แรลลี่ : มีโอกาสมากครับ เพราะอยากทำเป็นแบรนด์ของตัวเองครับ จริงจังในแบรนด์ระดับกลาง (คือไม่เอาแบรนด์สูงเกินไป) ครับเพราะดูตัวเองด้วยว่าพร้อมแค่ไหน ทั้งปัจจัยด้วยครับ


พี่แอนน์ : ฝากถึงน้องๆ ที่อย่างเข้าคณะนี้
แรลลี่ : สำหรับน้องๆ ที่จะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยพี่อยากให้น้องๆ เลือกอะไรที่เป็นตัวเองมากๆ พยายามรีบหาตัวเองให้เจอ ถามตัวเองว่าชอบอะไรแล้วแพลนในระยะสั้นๆ แค่ 4 ปีก่อน ถ้าเราเข้าไปได้จริงๆ แล้ว เราเดินไปตามแพลนที่เราวางไว้ให้ดี หาเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจบมาจะทำสิงนี้ เรียนอันนี้เพื่อที่จะไปอย่างนี้ ไม่ใช่แค่ว่าชอบแล้วเข้าไป แต่ชอบแล้วมันทำอะไรได้มันต้องหาให้เจอแบบทำอะไรได้หรือป่าว พยายามหาตัวเองให้เจอแล้วแพลนในระยะสั้นๆ กับสิ่งที่ชอบ และหาเป้าหมายสำรองไว้ด้วยถ้าเราไม่ได้เป้าหมายแรก เราจะทำอะไรสำรอง ถ้าสำรองเราชัดเจนก็ลุยเต็มที่ครับ

พี่แอนน์ : เหมือนอย่างแรลลี่ใช่ไหมที่เข้ามนุษย์
แรลลี่ : ใช่ครับ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ดีนะครับ น่าจะไปให้ได้ตั้งแต่เป้าหลายแรกนะครับ

พี่แอนน์ : ฝากอะไรสักหน่อยไหม
แรลลี่ : มาเรียนเถอะครับอาจารย์ปิง อย่างพี่เรียนฯศิลปกรรมได้มุมมองใหม่ๆ ทัศนะคติดีๆ หลายๆ อย่างที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ เพราะการเรียนกับอ.ปิงไม่ได้เรียนไทยและสังคมเรียนทัศนคติหลายๆ อย่างเพื่อที่จะเอาไปใช้ในสังคมด้วยครับ

พี่แอนน์ : อนาคตคงมีโอกาสได้ใส่เลื้อผ้าแบรนด์ของแรลลี แต่ขอร้องอย่าแพงนะ
แรลลี่ : ครับไม่แพงครับปลายปีนี้จะเปิดตัวแบรนด์ใหม่และคอลเลกชั่นใหม่ยังไงรอดูนะครับ

พี่แอนน์ :ในอนาคตขอให้แรลลี่เป็นนักดิไซน์เนอร์ที่โด่งดังนะคะ
แรลลี่ : ขอบคุณครับ